หากคุณต้องการที่จะปลูกบ้านของตัวเองอยู่ล่ะก็ เรามีข้อแนะนำเบื้องต้น ก่อนที่คุณจะทำการสร้างบ้านมาแนะนำให้คุณได้ศึกษากันครับ เพราะก่อนสร้างบ้านสักหลังยังต้องมีกฎเกณฑ์ต่างๆ อีกมากที่เราควรรู้
แต่จะมีอะไรบ้างนั้นเราไปดูกันเลยครับ
วิธีการขออนุญาตปลูกสร้างบ้าน ก่อนอื่นต้องมีสถาปนิกและวิศวกรที่จะทำการออกแบบและเขียนแบบให้ โดยการจะหาสถาปนิกที่จะมาออกแบบบ้านให้เรานั้น อาจจะหาได้โดยการแนะนำจากบุคคลที่เรารู้จัก
หรือติดต่อบริษัทรับออกแบบบ้าน ถ้าไม่รู้จะถามใครอาจจะติดต่อสมาคมสถาปนิกสยามฯ เพื่อขอคำแนะนำด้านสถาปนิก ส่วนวิศวกรนั้นส่วนมากจะพ่วงมากับสถาปนิกอยู่แล้ว เพราะต้องทำงานร่วมกันเป็นทีมครับ
โดยงานของสถาปนิก ก็คือ การออกแบบตัวบ้าน เพื่อครอบคลุมส่วนต่างๆของอาคารให้กลมกลืน และมีสัดส่วน พร้อมทั้งสามารถป้องกันแดดฝน รวมถึงการตอบรับกับลมตามธรรมชาติด้วย และ
ให้เกิดประโยชน์ใช้สอยอย่างสูงสุด รวมถึงความงามที่ต่อเนื่องระหว่างภายในและภายนอกบ้าน ตรงตามความต้องการของเจ้าของบ้าน และ ถูกต้องตามเทศบัญญัติควบคุมอาคารด้วย
ส่วนงานของวิศวกร(วิศวกรโครงสร้าง) ก็คือ การออกแบบเชิงวิศวกรรม ซึ่งหมายถึง การคำนวณออกแบบกำลังความแข็งแรงของโครงสร้างอาคารเช่น ฐานราก, เสา, คาน, พื้น, โครงสร้างหลังคา เป็นต้น

โดยจรรยาบรรณของสถาปนิกที่สำคัญๆ ที่เราควรจะทราบมี ดังนี้
1. ต้องทำงานโดยซื่อสัตย์ ไม่ทิ้งงานหากไม่มีเหตุอันควร
2. ห้ามใช้แบบที่เคยออกแบบมาแล้วกับคนอื่น ยกเว้นเจ้าของเดิมจะอนุญาต
3. ไม่ตรวจงานสถาปนิกอื่น เว้นแต่จะแจ้งให้สถาปนิกนั้นทราบก่อน
4. ไม่หางานโดยลดหรือประกวดราคาค่าแบบ
5. ไม่แย่งงานสถาปนิกอื่น
6. ห้ามกินค่าคอมมิชชั่น
ถ้าสถาปนิกไม่ทำตามก็จะมีโทษจากคณะกรรมการควบคุมการประกอบวิชาชีพสถาปนิกฯ

โดย อัตราค่าออกแบบตามมาตรฐาน ซึ่งกำหนดโดยสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งมีอาคารหลายประเภทด้วยกัน แต่ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะบ้านพักอาศัยเท่านั้น
บ้านพักอาศัย ถ้างบประมาณก่อสร้างไม่เกิน 10 ล้านบาท จะคิดค่าออกแบบ 7.5% ของงบประมาณการก่อสร้าง
แต่ราคาค่าออกแบบที่จะตกลงกันระหว่างผู้ว่าจ้างกับสถาปนิกนั้นก็จะขึ้นอยู่กับการเจรจาข้อตกลงและความพึงพอใจของทั้งสองฝ่ายอีกที
โดยอัตราค่าออกแบบมาตรฐานที่กำหนดโดยสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์นี้ สามารถใช้เป็นมาตรฐานในการเจรจาข้อตกลงของทั้งสองฝ่ายได้เป็นอย่างดี
โดยรายละเอียดวิธีคิดอัตราค่าออกแบบนั้น สามารถเข้าไปดูได้ที่ WEBSITE ของสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์

เมื่อสถาปนิกได้ออกแบบและเขียนแบบเสร็จแล้ว แบบแปลนที่เราจะได้รับจากสถาปนิกที่เราว่าจ้างให้ออกแบบนั้นจะมีรายละเอียดที่สามารถนำไปใช้ในการก่อสร้างได้จริงครบชุด ตัวอย่างเช่น
แปลน, รูปด้าน, รูปตัด, ขยายห้องน้ำ, ประตูหน้าต่าง, แปลนโครงสร้าง, แปลนโครงหลังคา, ขยายโครงสร้าง, แปลนไฟฟ้า, แปลนประปาสุขาภิบาล, ผังบริเวณ ฯ เป็นต้น
เมื่อได้แบบแปลนครบชุดแล้ว จากนั้นให้เราไปขอแบบฟอร์มเอกสารการยื่นขออนุญาตจากทาง เขต, เทศบาล หรือ อบต. แล้วแต่ว่าที่ดินของเรานั้นตั้งอยู่ในพื้นที่ๆดูแลรับผิดชอบโดยหน่วยงานใด
แล้วนำแบบฟอร์มเอกสารนั้นมากรอกให้ครบถ้วน ประกอบด้วย
1. กรอกคำขออนุญาตก่อสร้างอาคาร ดัดแปลงอาคารหรือรื้อถอนอาคาร
2. แบบแปลนครบชุด พร้อม รายการคำนวณออกแบบโครงสร้างของวิศวกร
3. หนังสือรับรองว่าเป็นผู้ออกแบบของ สถาปนิก และ วิศวกร พร้อมสำเนาใบอนุญาต, หนังสือรับรองของผู้ควบคุมงานก่อสร้าง
4. สำเนาโฉนดที่ดินที่จะก่อสร้าง
5. สำเนาบัตรประชาชน หรือทะเบียนบ้านเจ้าของอาคาร ในกรณีเป็นนิติบุคคลใช้หนังสือรับรองการจดทะเบียน
จากนั้นนำเอกสารทั้งหมดไปยื่นต่อเขต, เทศบาล หรือ อบต. แล้วแต่ว่าที่ดินของเรานั้นตั้งอยู่ในพื้นที่ๆดูแลรับผิดชอบโดยหน่วยงานใด ภายใน 45 วัน ต้องได้รับแจ้งว่าได้รับอนุญาตหรือไม่
ถ้าไม่อนุญาตจะต้องแก้ไขอะไรบ้าง และต้องรีบดำเนินการแก้ไขแและนำไปยื่นขออนุญาตใหม่ การเสียค่าธรรมเนียมจะคิดในอัตราตรม.ไม่เกิน 4 บาท
เมื่อเราได้รับใบอนุญาตปลูกสร้างแล้ว เรายังสามารถนำไปใช้ประกอบการขอยื่นกู้สินเชื่อเพื่อสร้างบ้านจากสถาบันการเงินต่อไป

การคัดเลือก บริษัทรับสร้างบ้าน หรือ ผู้รับเหมา ที่จะสร้างบ้านให้เรา
1. ติดต่อกับบริษัทรับสร้างบ้าน หรือ ผู้รับเหมา ที่เราสนใจ
2. ดูผลงานของบริษัทหรือผู้รับเหมาจากสถานที่จริง เพื่อดูคุณภาพของงาน และควรตรวจสอบประวัติความเป็นมาของบริษัทหรือผู้รับเหมาด้วย
3. ถ้าพึงพอใจในตัวบริษัทหรือผู้รับเหมาแล้ว ก็เริ่มเจรจาต่อรองเรื่องราคาค่าจ้างเหมาก่อสร้าง ตลอดจนเงื่อนไข,การแบ่งงวดงาน สัญญาว่าจ้างให้ระเอียดรอบคอบ โดยอาจจะขอคำแนะนำจาก
สถาปนิก,วิศวกร หรือผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านนี้เพื่อใช้ประกอบในการตัดสินใจต่อไป
4. โดยราคาค่าจ้างเหมาก่อสร้างที่จะใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาต่อรองกับบริษัทรับสร้างบ้านหรือผู้รับเหมานั้นควรจะเป็นราคาที่ใกล้เคียงความจริงให้มากที่สุด จึงขอแนะนำให้เจ้าของบ้านควรให้มีการ
จัดทำรายการประมาณราคาก่อสร้าง หรือ BOQ ( Bill of Quantity ) ขึ้นมา ซึ่งผู้ที่เราควรจะว่าจ้างให้เป็นผู้จัดทำ BOQ ให้นั้น ควรเป็นผู้ที่มีความรู้ความชำนาญและไม่มีส่วนได้-เสีย กับงานรับเหมานั้นๆ
จึงจะเหมาะสมที่สุด และการจัดทำ BOQ นั้นยังสามารถนำไปใช้ประกอบในการขอยื่นกู้สินเชื่อเพื่อสร้างบ้านจากสถาบันการเงินด้วย

Related posts: