1. เลือกสรรลูกค้า ฟังไม่ผิดหรอกครับ เราต้องเลือกคัดลูกค้าด้วยไม่ใช่แค่ว่าผู้บริโภคเลือกเรา เหมือนการหาพนักงาน ไม่ใช่แค่บริษัทเลือกคนทำงาน แต่จริงๆแล้วบุคลากรก็เลือกบริษัทที่จะทำเช่นกัน

ซึ่งในการดำเนินกิจการจริงนั้น ถึงแม้เราจะทำหนังสือสัญญารอบคอบ รัดกุมขนาดไหน หรือทำ BOQ ครบถ้วนก็ตาม แต่พอถึงโอกาสทำจริงๆ ถ้าผู้ใช้มีการพลิกผันความต้องการ ผู้รับเหมาก็มักจะทำให้ ก็แค่ว่าจะกระทบกับกิจการงานแค่ไหนเท่านั้นเอง โดยทั่วไปตัวปัญหาที่เกิดจากผู้บริโภคจะมีดังนี้

ผู้บริโภคมีการเปลี่ยนรายละเอียดบ่อย และ/หรือต้องรอการตกลงใจจากผู้ซื้อนานเกินไปซึ่งจะทำให้งานล่าช้า และส่งผลต่อค่าแรงงานก่อสร้าง เพราะการคำนวณค่าแรงนั้น เรามักจะคำนวณบนขั้นพื้นฐานที่เป็นตารางพื้นที่เป็นหลัก ทำให้ต้นทุนผู้ใช้แรงงานจริง บางครั้งหรือหลายครั้ง ก็จะไม่ประสานกับต้นทุนแรงงานที่กำหนดแผนการไว้

คำถามคือ..แล้วเราจะรู้ได้อย่างใดว่า ลูกค้าคนนี้จะไม่เปลี่ยนแปลงรายละเอียดบ่อย หรือตัดสินใจนาน ทำให้งานเราชะงักไปด้วย?

คำเฉลยคือ..อาจจะดูจากลักษณะพิเศษภายนอกได้บ้าง แต่ไม่มีพยากรณ์ได้ถูกต้อง100%หรอกครับ… นอกจากจะได้ดำเนินการร่วมกัน

จ่ายเงินช้า อย่าลืมว่าการบริหารงานทุกอย่าง ต้องใช้เงินลงทุนทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นค่าแรงงาน ค่าวัสดุ และค่าใช้จ่ายทางอ้อมอื่นๆอีก ถึงแม้ผู้รับเหมาก่อสร้างจะมีการวางงวดงานไว้อย่างแน่ชัด แต่พอถึงเวลาควักกระเป๋า ก็อาจจะไม่ได้เป็นไปตามกัน ซึ่งสาเหตุที่จ่ายล่าช้าก็มีมากมาย เช่น

  • ผู้ใช้หมุนเงินไม่ทัน
  • ผู้ซื้อยังไม่จ่าย เพราะงานในงวดไม่เสร็จ มูลเหตุเป็นที่ลูกจ้าง
  • ผู้ซื้อยังไม่จ่าย เพราะงานในงวดไม่เสร็จ แต่ในข้อเท็จจริง มีงานสลับลำดับกิจการงานไปแล้ว เช่น มาขอให้ปฏิบัติหน้าที่ในงวดงานอื่นก่อนเพื่อ สาเหตุต่างๆ แต่ส่วนมากผู้รับเหมาก็มักจะยอมรับ แต่ถึงเวลาคิดบัญชีไม่ได้ เพราะทำแค่บางส่วน
  • การผสานงานที่ไม่ดีพอระหว่าง บุคลากรของผู้ว่าจ้างและลูกจ้าง ทำให้เกิดความเข้าใจพลาด และทำให้ต้องขยายเวลาการจ่ายเงินไปอีก
  • การประสานงานภายในไม่ดีพอระหว่างบุคลากรด้วยกันเองของลูกจ้าง ทำให้เกิดความรู้ผิด และทำให้ต้องขยายเวลาการควักกระเป๋าไปอีก
  • การประสานงานภายในไม่ดีพอระหว่างเจ้าหน้าที่ด้วยกันเองของนายจ้าง ทำให้เกิดความเข้าใจพลาด และทำให้ต้องขยายเวลาการชำระเงินไปอีก

2. มีเงินทุนหมุน

  • ข้อนี้สำคัญมาก เพราะผู้รับเหมา หรือบริษัทรับเหมาก่อสร้าง หลายๆที่น่าจะเคยมีข้อสงสัยนี้กันมาหมด

เนื่องจากในบางครั้ง ค่าของงานที่รับมาค่อนข้างจะจะสูง ซึ่งโดยปกติแล้วผู้รับเหมา ควรมีเงินทุนหมุนวนเกินกว่า 20% ของค่างานที่รับมา เพราะถ้าอาศัยแต่เงิน Advance กับการถอนเงินระหว่างวดเพียงอย่างเดียว อาจจะทำให้งานสะดุดได้

แต่ถ้าการจ่ายเงินในแต่ละงวดไม่มีปมปัญหา ก็อาจจะผ่านมาได้แล้วแล้วถ้าการชำระเงินล่าช้าหล่ะ?จะเกิดความกระทบกระเทือนแน่นอน เพราะไม่มีเงินไปจับจ่ายค่าต่างๆ เช่น ค่าวัสดุ ค่าตอบแทนงานเสมียน เป็นต้นเช่นนั้น ในเรื่องเงินทุนเดินสะพัด หรือ Cash Flow นั้นยิ่งใหญ่มาก จะต้องวางแผนการดีๆ Monitor อยู่ตลอด ว่ารายได้ รายจ่าย คล้องจองกันไหม

3. บังคับการต้นทุนก่อสร้าง

  • ผู้รับเหมาหลายๆที่ มักจะไม่ติดสอยห้อยตาม ดูแลต้นทุนอย่างประชิดติดกันนัก เพราะมักจะเอาเวลาไปกับการขจัดปัญหาหน้างาน เป็นหลัก จนละเลย ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นของแผนการ ในหลายๆที่ มักจะไม่มีฝ่ายที่ดูแลต้นทุนก่อสร้าง โดยเฉพาะ มักจะเอาข่าวคราวมาจากฝ่ายบัญชี ซึ่งเป็นข่าวสารที่ไม่รัดกุมพอ ในการบริหารจัดการ ในบางบริษัท จึงเลือกคัดที่จะมีฝ่ายดูแลต้นทุนปลูกสร้าง โดยเฉพาะ ทำให้สามารถเกาะติดค่าใช้จ่ายได้อย่างใกล้ชิด และปัญหาค่าใช้สอยที่ไม่แจ่มแจ้งมักจะมาจากเงินสดย่อย ที่มักจะไม่นำมาแยกแบ่งหมวดรายจ่ายให้ถูกต้อง ทำให้การตีราคาต้นทุนตามหมวดงาน มีความพลั้งเผลอ

4. นำเสนอราคาแบบมีกำไร ไม่มาก ไม่น้อยไป

  • คือให้มีผลกำไรแบบพอประมาณ มากไปก็ไม่ได้งาน น้อยไปก็อาจจะมีปัญหาทำงานไม่คุ้มค่าแรง โดยทั่วไป ผู้รับเหมาจะมีเงินกำไรประมาณ 10-15% แล้วแต่ประเภทงาน

ความมีเหตุผลในเรื่องมูลค่า เป็นเรื่องใหญ่ ทำให้ วิน วิน ด้วยกันทุกคุ่ ทั้งนายจ้าง และลูกจ้าง

เพราะถ้าผู้รับเหมาบางที่คิดราคาย่อมเยามาก นายจ้างจะรู้ได้เช่นใดว่า วิธีการ หรือขบวนการในการดำเนินการบางส่วนคงจะถูกลดไป เช่น ลดเครื่องมือ , ปรับปรุงสเปค , รีบเร่งการทำงาน(จนขาดคุณค่า) ซึ่งอาจจะทำให้ผลงานออกมากระจอกเท่าที่ควร เพราะมีข้อจำกัดเรื่องงบ เนื่องมาจากกำไรที่น้อยมาก

5. เลือกงานที่เราแม่นยำ

  • ในการดำเนินการจะมีงานหลากหลายลักษณะ และจะต้องพักพิงประสบการณ์ที่แตกต่างกันไป โดยขั้นต้นเราจะเข้าใจกันดีว่า ถ้าเราเคยผ่านงานที่มีลักษณะคล้ายๆกัน บ่อยครั้ง ก็จะทำให้เกิดความเก่งในงานนั้นๆเป็นอย่างดี จึงทำให้งานออกมาดี ในระยะเวลาที่ดีเช่นกัน
  • ผู้รับเหมาที่มีความเป็นผู้ชำนาญ มักจะเลือกงานที่ตัวเองถนัด เพราะมีความจัดเจน ทำให้สามารถดูแลแผนงานและต้นทุน ห้วงเวลาในการทำงานได้ดีขึ้น และการเสี่ยงที่จะเกิดความผิดก็จะน้อยลง

6. ควบคุมพนักงาน คนงานและผู้รับเหมาช่วง เหมือนคนในวงศาคณาญาติ

  • เมื่อปรนนิบัติเค้าดี เราก็จะได้สิ่งที่ดีหวนกลับ น่าจะเป็นของธรรมดาของการแลกเปลี่ยนในการจ้างงาน ถ้าผลตอบสนองดี ลูกจ้างก็ทำงานเต็มที่
  • ซึ่งการเอาใจใส่อาจไม่ใช่เพียงแค่เรื่องทรัพย์สินเงินทองอย่างเดียว ความเอาใจใส่เปรียบเสมือนเค้าเป็นคนในญาติโกโหติกาก็สำคัญ
  • แต่ในการทำงานจริงอาจจะเหลียวแลไม่ทั่วถึง บางองค์กร หรือบางหน่วยงาน หัวหน้า 1 คน อาจจะดูแลลูกน้องเยอะเกินไป จึงทำให้บางช่วง การจัดการในเรื่องคน ก็มักจะสั่งผ่านผู้บังคับการระดับย่อยต่อไป ซึ่งก็อาจจะทำให้เกิดอุปสรรคความไม่เท่าเทียมกันได้ เพราะความสนิทหรือความพอใจส่วนตัวในแต่ละคน

7. มี Supplier ที่งดงาม

  • ความหยุ่นก็สำคัญ ถ้า Supplier ที่ดิวกันมาพอประมาณ ก็จะมีความยืดหยุ่นให้ฝ่ายจัดซื้อ เพราะบางครั้งมีของต้องสั่งด่วน เอาของด่วน แต่งานพิมพ์ทำไม่ทัน ก็ต้องดูตามความพอดีกันไป แต่ถ้ายืดหยุ่นมากก็จะล่อแหลมกับ Supplier เอง ดังนั้นเรื่องนี้ก็ต้องดูความพอประมาณ กับเครดิตที่สะสมมา
  • ข้อนี้ถ้าดูผ่านๆแล้ว เหมือนจะไม่ค่อยยิ่งใหญ่อะไรมาก เพราะบางท่านก็อาจจะคิดว่า Supplier มีให้เลือกสรรตั้งมากมาย ไม่น่าจะเป็นปัญหาแต่ในทางปฏิบัติจริงแล้ว ถ้าเราได้ Supplier ที่ดี เราจะไม่เสียเวล่ำเวลาในการเปรียบเทียบราคาบ่อยๆ เพราะ Supplier ที่ดีนั้น ในเรื่องราคาถ้าต้นทุนมาลดลง เค้าก็จะลดราคาลงตาม แต่ถ้าเป็น Supplier ทั่วๆไป ที่มีลูกค้าประจำๆอยู่แล้ว (เหมือนรู้อยู่แล้วว่าต้องซื้อเค้า) ก็อาจจะไม่ได้ลงมูลค่าลงมาตาม ทั้งๆที่มูลค่าต้นทุนลดลงมาแล้วก็ตาม

8.เคล็ดลับการจัดซื้อ

โดยทั่วๆ ไป ผุ้รับเหมาก่อสร้างที่ไมใช่บริษัทใหญ่โตอะไร มักจะไม่มีฝ่าย Supplychain จะมีแต่ฝ่ายจัดซื้อ

ซึ่งด้านจัดซื้อก็จะทำตามภาระหน้าที่ตรงๆคือ จัดซื้อ เฟ้นหาวัสดุ ตามที่ไซต์งานแต่ละแผนการขอซื้อมา

และในข้อเท็จจริงแล้ว ใครๆก็รู้ว่า ถ้าซื้อของในปริมาณมากๆ จะได้ความถูก แต่ในทางปฏิบัติของบางสิ่ง หรือบางส่วนจะมีอายุ เก็บไว้ได้ประเดี๋ยวเดียว หรือเกิดการสูญหายก่อนก็ได้ อย่างนั้นเพื่อมีสมดุลยภาพกันระหว่าง ปริมาณ | ราคา | รอบเวลา จึงจำเป็นต้องมีฝ่าย Supply chain เพื่อดำเนินงานงานจัดซื้อแบบโดยรวมโดยจะดูความประสงค์ในการใช้ของตลอดทั้งแผน ไม่ใช่ดูแบบรายวัน หรือรายสัปดาห์ ซึ่งการจะรู้หรือดูแลงานแบบนี้ได้ก็ต้องมีความฉลาดในงานจัดการก่อสร้างพอสมควร และมีทักษะในการประสานงานกับไซต์งานเป็นอย่างยอดเยี่ยม  โดยทั่วไปแล้ว แต่จะหน่วยงานก็จะมีเจตนารมณ์ในการทำงานตรงกันข้าม ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นลักษณะนี้

  • ไซต์งาน : เน้นของมาตามวันและเวลา ที่ต้องการ และตรงตามสเปค (ข้อเสียคือไม่ค่อยสนมูลค่าเท่าไหร่)
  • จัดซื้อ : เน้นราคาจะต้องถูก แต่ก็ต้องให้ทันเวลาตามที่ไซต์งานต้องการ (ข้อเสียคืออาจจะทำให้ส่งของล่าช้า เพราะมัวแต่เทียบราคาให้ถูกที่สุด)
  • suppy chain : นำเอาจุดแข็งของฝ่ายจัดซื้อ และไซต์งาน(ทุกที่) มาดูในทั้งหมด ทำให้เห็นจำนวนวัสดุ และรอบเวลาที่จะสั่งทั้งหมด ทำให้สามารถสั่งได้ในปริมาณมากๆ โดยไม่กระทบกระเทือนกับการจัดเก็บ แต่ต้องอาศัยเคล็ดการบริหารจัดการอื่นๆเข้ามาช่วยด้วย สั่งซื้อล่วงหน้าเป็นจำนวนมาก แต่ให้ทยอยส่งตาม

9. คุมงานอย่างมืออาชีพ

  • การปฏิบัติหน้าที่ให้เสร็จตามกำหนดเวลา เป็นมาตราฐานที่ผู้รับเหมาจะต้องมี แต่จะดียิ่งกว่า ถ้าเสร็จเร็วกว่าเค้าโครง เพราะจะทำให้ผู้บริโภคแน่ใจ ในการทำงานจัดการของเรา ซึ่งระหว่างการสร้าง อาจจะมีเหตุให้ต้องเปลี่ยนแผนการทำงานอยู่บ่อยๆ และทำให้ไม่เป็นไปตามโครงร่าง หน้าที่ของผู้รับเหมาก็คือต้องชี้แจ้งอย่างตรงไป ตรงมา ถึงมูลเหตุที่ต้องเลื่อนออกไป
  • และเรื่องที่ยิ่งใหญ่คือปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุม ของผุ้รับเหมาคือ การตัดสินใจของนายจ้าง เพราะบางครั้งหรือหลายๆครั้ง ในระหว่างปฏิบัติภารกิจก่อสร้าง จำเป็นจะต้องได้รับการตกลงใจจากผู้ว่าจ้าง หรือได้รับอุปกรณ์จากผู้ว่าจ้าง (กรณีซื้อเอง อยู่นอก BOQ) เพราะไม่อย่างนั้น จะไม่สามารถทำงานต่อได้ ซึ่งจะทำให้เสียค่าตอบแทนคนงานไปโดยไม่มีงานให้ทำ
  • ดังนั้น ผู้ดูแลงาน ก็จะต้องมี timeline ที่ชัดเจน ว่าควรจะแจ้งทางผู้ว่าจ้างในช่วงเวลาไหน ซึ่งควรจะบอกก่อนล่วงหน้าพอประมาณ

เพื่อให้ผู้ว่าจ้างมีเวลาในการตัดสินใจหรือคัดเลือกเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ โดยบางครั้งอาจจะต้องอาศัยฝีไม้ลายมือในการคุยหรือเจรจาด้วย

10. สนใจผู้บริโภค

  • บริษัทรับเหมาก่อสร้างที่ดี มักจะไม่ต้องทำการตลาดหาผู้ซื้อ (อาจจะทำเฉพาะช่วงเปิดบริษัทใหม่ๆ)

เพราะเมื่อได้ผู้บริโภคมา และเหลียวแลผู้ซื้อเป็นอย่างดีจนจบโครงการ เดี๋ยวผู้ใช้คนนั้นก็จะบอกต่อเอง เป็นการทำการตลาดโดยที่ไม่ต้องทำการตลาด(ไม่งงเนอะ) แต่ในทางในทางตรงกันข้าม ถ้าปรนนิบัติรับใช้ลูกค้าไม่ดี ผู้บริโภคต้องคอยโทรตามบ่อยๆ หรือแก้ไขปัญหาไม่จบไม่สิ้น หลังจบโครงการก็อย่าหวังเลยว่าผู้บริโภคจะชักจูงต่อ

  • หรือยิ่งไปกว่านั้นจะบอกต่อเช่นเดียวกัน แต่บอกว่า “อย่าไปทำกับบริษัทรับเหมารายนี้เด็ดขาด”

แต่ทั้งนี้ก็ต้องระวังเหมือนกันน่ะครับ ผู้รับเหมาบางรายเก็บฐานลูกค้าดีมาก แต่กำไรแทบไม่เหลือ เพราะอาจไปเอาใจลูกค้าจนเคยชิน มีงานเพิ่มแต่ไม่ทบทวนดูค่าใช้จ่ายโดยอาจจะคิดว่าเป็นงานเล็ก แต่พอหลายๆงานเข้าก็มากมายพอสมควร อย่างนั้นดูแลผู้ซื้อและก็อย่าลืมรักษากำไรตามด้วยแล้วกัน

 

Related posts: